วัดบรมพุทธารามนั้น มีศิลปกรรมที่โดดเด่น และมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์บานพลูหลวง ประวัติความเป็นมา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเพทราชาแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง โปรดฯ ให้สร้างบรมพุทธารามขึ้น ณ บริเวณพระนิเวศน์เดิมของพระองค์ในบริเวณที่เรียกว่าบ้านหลวง ตำบลป่าตอง ซึ่งอยู่ในเขตกำแพงพระนคร ริมคลองฉะไกรน้อยใกล้กับประตูไชย ใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 3 ปีเศษ นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หมื่นจันทราชทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ และพระวิหาร ชาวกรุงศรีอยุธยาจึงนิยมเรียกกันเป็นสามัญว่าวัดกระเบื้องเคลือบด้วยเหตุเพราะหลังคาพระอุโบสถมุงกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกมเขียว จึงทำให้วัดบรมพุทธารามมีความสวยงามโดดเด่นกว่าพระอารามอื่นๆในบริเวณเดียวกันที่ยังนิยมใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคาอยู่มีเอกสารกล่าวว่าครั้งหนึ่งวัดนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มาก่อนนอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่เคยอยู่ที่วัดบรมพุทธารามแห่งนี้คือบานประตูไม้ ประดับมุกไฟซึ่งเป็นงานช่างหลวงในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างชุดบานประตูนี้ขึ้นใน พ.ศ.2295 ดังปรากฏคำจารึกบนบานประตูปัจจุบันถูกนำไปจัดแสดง ณ มุขหหน้าพระที่นั่งพรหมเมศธาดา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครศิลปกรรมวัดบรมพุทธาราม ยังเป็นศาสนสถานเนื่องในศาสนาพุทธเถรวาทจากเนื้อความในพระราชพงศาวดารที่กล่าวถึงการสร้างวัดในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 - 2265) และมีการบูรณะครั้งใหญ่ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275 - 2301)จึงสามารถกำหนด อายุสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ในสวนของสะพานป่าดินสอนั้น ไม่ปรากฏเอกสารหรือหลักฐานการสร้างว่ามีการก่อสร้างสะพานครั้งแรกขึ้นเมื่อใด
แต่จากโครงสร้างสะพานที่มีการก่ออิฐสันเหลื่อมเป็นซุ้มโคงกลีบบัว พบว่าเป็นรูปแบบได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่าสะพานป่าดินสอคงถูกสร้างขึ้นหรือมีการบูรณะเปลี่ยนโครงสร้างด้วย อิฐอย่างน้อยก็ราว ต้นพุทธศตวรรษที่ 23
ก่อนเข้าพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม
พระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม มีขนาดใหญ่เป็นไปตามความนิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย ที่เน้นพระอุโบสถเป็นประธานของวัด ปรากฏร่อยรอยใบเสมาหินชนวนล้อมรอบ มีการวางแผนผัง หันทิศทางไว้ในแนวเหนือ - ใต้ ขนานแนวกับคลองประตูฉะไกรน้อย และถนนมหารัถยา ด้านหน้าของพระอุโบสถมีพระสถูปทรงปรางค์ 2 องค์ ลักษณะเพรียวสูง ตั้งเรียงตามแนวแกนขึ้นมาทาง ทิศเหนือ แต่ไม่อาจตั้งพระสถูปคู่ในแนวขวางเช่นวัดอื่น ๆ ตามระบบแผนผังทางสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาตอนปลายได้ เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ ผนังสกัดด้านหน้าพระอุโบสถมีบันไดทางขึ้นซ้ายขวา มีประตูทางเข้า 3 ชองทาง ประตูช่องกลางมีขนาดใหญ่เนื่องด้วยทางเสด็จของพระมหากษัตริย์ ในอดีตเคยประดับด้วยบานประตูไม้ประดับมุกไฟ ซุ้มด้านบนประตูทำเป็นยอดปราสาท โดยหากมองในระดับเดียวกันกับซุ้มประตูจะเห็นเหมือนพระประธานประทับนั่งบนฐานชุกชีภายในบุษบกยอดปราสาท ซึ่งเป็นภูมิปัญญาทางด้านสถาปัตยกรรมของงานช่างโบราณในการบังคับมุมมองบริเวณกรอบหน้าบันบนประตูช่องซ้ายและขวามีร่องรอยงานประดับปูนปนอันงดงามเหลืออยู่ส่วนพระวิหารมีขนาดยอมกว่าพระอุโบสถอยู่ติดกับแนวถนนมหารัถยา หรือถนนพระศรีสรรเพชญในปัจจุบัน
ภายในพระอุโบสถวัดพุทธาราม
ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีการบูรณะซ่อมแซมและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อ พ.ศ. 2526 แท่นชุกชีก่อฐานสูงเพื่อใหเกิดความโดดเด่นของพระประธานในฐานะศูนย์กลาง จักรวาล ด้านหลังพระประธานไม่ก่อติดผนังเพื่อสามารถเดินประทักษิณได้โดยรอบ ผนังพระอุโบสถมีขนาดสูงใหญ่ก่ออิฐอย่างแข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนักเครื่องบนหลังคา บริเวณผนังปูนกรอบประตูด้านหลังพระประธานทั้งซ้ายและขวา และผนังปูนกรอบหน้าต่างด้านขวาของพระประธาน ยังมีร่องรอยของภาพจิตรกรรมฝาผนังเหลือให้ชมอยู่บางส่วน