วัดสวนหลวงค้างคาว

วัดสวนหลวงค้างคาว เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่กว่าโบราณสถานอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แม้ว่าในปัจจุบันจะเหลือร่องรอยอยู่ไม่มากนัก

วัดสวนหลวงค้างคาว
วัดสวนหลวงค้างคาว

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

อัลบั้มภาพที่เกี่ยวข้อง

วัดสวนหลวงค้างคาว เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่กว่าโบราณสถานอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แม้ว่าในปัจจุบันจะเหลือร่องรอยอยูไม่มากนัก แต่ก็มีความสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในพระราชนิยมสมัยสมเด็จพระเพทราชา รวมทั้งบริเวณพื้นที่ตั้งที่มีสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมพหุวัฒนธรรม ประวัติความเป็นมาวัดสวนหลวงค้างคาวแห่งนี้ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่ในเอกสารหลายฉบับกล่าวว่าเดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวนหลวงในบริเวณนิวาสสถาน เดิมของสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งติดกับย่านป่าตองรวมทั้งยังมีข้อความปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ว่าในรัชสมัย

    สมเด็จพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา เกิดความวุนวายในกัมพูชา เมื่อนักเสด็จพระธรรมราชาวังกระดาน วิวาทกับนักแก้วฟ้าจอกจนเกิดเหตุรบพุ่งกัน นักแก้วฟ้าจอกไปขอทัพญวนมาช่วยในการรบครั้งนั้น จนนักเสด็จพระธรรมราชาไม่อาจสู้ได้ จึงต้องอพยพไพร่พลบางส่วนหนีเขามาในกรุงศรีอยุธยาเพื่อเข้ามาของพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค และให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแถบใกล้วัดค้างคาว ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาวิเคราะห์เรื่องชื่อวัดโบราณในเขตเกาะเมืองก็ไม่ปรากฏชื่อวัดค้างคาวในที่อื่นอีก นอกจากชื่อวัดสวนหลวงค้างคาวแห่งนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นสถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งทำให้เห็นภูมิวัฒนธรรมในย่านดังกล่าวว่านอกจากจะมีชาวมุสลิม และชาวจีนแล้วยังมีกลุมชาวเขมร เข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาในบริเวณนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีเอกสารคำใหการ ขุนหลวงวัดประดูทรงธรรมที่กล่าวถึงตำแหน่งยศพระราชาคณะฐานานุกรม ปรากฏชื่อ “...พระโพธิวงศ์อยู่วัดสวนหลวงค้างคาว 1...” จึงเป็นข้อยืนยันถึงการมีอยู่ของวัดนี้ในสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ศาสนา ความเชื่อ อายุสมัยทางศิลปกรรม วัดสวนหลวงค้างคาว เป็นวัดที่สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จากการ วิเคราะห์สภาพโบราณสถานที่ยังคงเหลืออยู่ได้แก่พระอุโบสถและพระสถูป สันนิษฐานว่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาหลังจากการสร้างวัดบรมพุทธารามไม่นานนัก ราวรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (ครองราชยระหว่าง พ.ศ. 2231 - 2246) และคงได้รับการทำนุบำรุงเรื่อยมาจนกระทั่งถูกทิ้งร้างไปหลังจากสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ยังมีเรื่องเล่าที่ผูกโยงกับข้อสันนิษฐานที่ว่าพื้นที่สวนหลวงแห่งนี้คงมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะเนื่องจากอยูใกล้บริเวณป่าตองที่มีการปลูกกล้วยเป็นเกษตรกรรมหลักและเป็นอาหารหลักของสัตว์มีปีกประเภทค้างคาว จึงอาจมีสวนที่ทำให้วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดค้างคาว หรือวัดสวนหลวงค้างคาว ตามภาษาปากของชาวกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้พฤติกรรมของค้างคาว ที่ชอบกินกล้วย ก็น่าจะเป็นที่มาของเพลง “ค้างคาวกินกล้วย” ซึ่งเป็นเพลงไทยเดิมตั้งแต่ครั้ง กรุงศรีอยุธยาอีกด้วยเช่นกัน

ด้านข้างพระอุโบสถ วัดสวนหลวงค้างคาว มีการวางทิศทางและตำแหน่งในแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก เช่นเดียวกับวัดสิงหาราม แต่ต่างกันตรงที่มีการกำหนดให้หันทิศทางของฐานชุกชีพระประธานไปยังทิศตะวันออก ดังนั้นสวนท้ายวัดจึงเป็นย่านป่าตองและแนวคลองฉะไกรน้อย พระอุโบสถ วัดสวนหลวงค้างคาวมีขนาดสูงใหญ่มาก เป็นการเน้นรูปแบบพระราชนิยมในรัชกาลสมเด็จ พระเพทราชา ที่ยกระดับให้ความสำคัญกับพระอุโบสถเป็นประธานหลักของวัดมากกว่าพระสถูป ประธานตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาตอนตน-ตอนกลาง นอกจากนี้ยังมีพระสถูปทรง แปดเหลี่ยม และพระสถูปทรงปรางค์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุโบสถเป็นแบบ ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมฐานสูงคล้ายกับปรางค์วัดบรมพุทธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปรางค์วัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

ด้านบนพระอุโบสถ เมื่อคราวที่กรมศิลปากรทำการบูรณะโบราณสถานวัดสวนหลวงค้างคาว ไม่ได้สร้างทางขึ้น ไปชมด้านบนองค์พระอุโบสถ เนื่องจากด้านบนไม่มีร่องรอยทางสถาปัตยกรรมใดๆ นอกจากที่โล่งแจ้ง ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นในการศึกษาโครงสร้างสถาปัตยกรรมเชิงลึก ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปบนพระอุโบสถ ในขณะที่ทำการบูรณะได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญหลายชิ้นเป็นศิลปะแบบอยุธยา   ราวพุทธศตวรรษที่ 22 - 23 อาทิ พระพุทธรูปทำด้วยแก้ว พระพุทธรูปทำด้วยสำริดซึ่งมีทั้ง พระพุทธรูปปางมารวิชัยและพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดต่าง ๆ กันหลายองค์ นอกจากนี้ยังพบ ตุ๊กตาขนาดเล็ก ทำด้วยดินเผา สูงประมาณ 3 เซนติเมตร เป็นรูปผู้สตรีนั่งพับเพียบเกล้ามวย มีกระบังหนา ซึ่งทำใหเห็นวัฒนธรรมการแต่งกายในสมัยอยุธยาตอนปลายได้เป็นอย่างดี